องค์การบริหารส่วนตำบลท่าค้อ
159 หมู่ 4 ถนนชยางกูร  ตำบลท่าค้อ  อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม 48000
เบอร์โทรศัพท์ 042-532522/042-532567
สถิติผู้เยี่ยมชม
เปิดเว็บไซต์ 17/09/2012
ปรับปรุง 18/01/2018
สถิติผู้เข้าชม 269144
Page Views 382270
คู่มือประชาชน
สภาเด็กและเยาวชนตำบลท่าค้อ
ทำเนียบคณะบริหารสภาเด็กตำบลท่าค้อ
ประวัติตำบลท่าค้อ
ประวัติตำบลท่าค้อ

ประวัติตำบลท่าค้อ

บ้านท่าค้อสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2430 เดิมทีชาวบ้านท่าค้อตั้งบ้านเรือนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงทางฝั่งขวาห่างจากตัวเมืองนครพนมทางทิศใต้ ประมาณ 8 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากเจดีย์ศรีโคตรบูรณ์ เมืองแขก แขวงคำม่วน ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทางฝั่งซ้ายประมาณ 5 กิโลเมตร บ้านท่าค้อเดิมชื่อว่า “บ้านห้วยน้ำแจ่ว(น้ำพริก) ห้วยน้ำแจ่วนี้มีประวัติเล่าขานสืบทอดต่อไว้ว่า

ในครั้งโบราณเกิดมีท้าว(ผู้ชาย)แย่งนาง(หญิงสาว)ขึ้นที่หนองญาติ(บ้านหนองญาติ)มีท้าวไม่ปรากฏนามสามารถแย่งไปได้ แล้วพากันหนีหลบหนีลงมาทางทิศใต้ประมาณ 4 กิโลเมตร ก็หลงทางไม่สามารถหาทางออกได้เดินวกไปเวียนมา เลยเกิดเป็นบ้านบุ่งเวียนเป็นชื่อในปัจจุบัน พอออกจากบ้านบุ่งเวียนแล้วยังหลงทางอีก เรียกว่าบังกอหลง ปัจจุบันคือห้วยบังกอ หลังจากออกจากบังกอหลงก็ถึงริมฝั่งแม่น้ำโขงจะพากันข้ามแม่น้ำโขง ทางฝ่ายติดตามก็เดินทางมาเจอกัน จึงได้สู้รบกัน ในการรบครั้งนั้น ได้ใช้น้ำแจ่ว(น้ำพริก)ฉีดใส่ซึ่งกันและกันถ้าทางฝ่ายไหนโดนน้ำแจ่วฉีดเข้าตา ก็ถูกมีดดาบฟันเข้าอีกที ในครั้งที่พากันฉีดน้ำแจ่วรบกันนั้นต้องใช้น้ำแจ่วมากมายทำให้น้ำแจ่วไหลลงแม่น้ำโขงจนเป็นห้วย จึงได้ขนานนามว่า “ห้วยน้ำแจ่ว จนถึงปัจจุบัน ชาวบ้านห้วยน้ำแจ่ว ส่วนมากเป็นพวกลาวพวนและพวกที่อพยพมาค้าขายมาจากทางใต้ตั้งแต่เมือง  เขมราชลงมา ชาวบ้านดั้งเดิมก็เป็นชาวเมืองศรีโคตรมีบ้านเรือนประมาณ 30-40 หลังคาเรือน ต่อมาปี พ.ศ. 2430 ชาวบ้านห้วยน้ำแจ่วมีโรคระบาด (โรคห่า) คงเป็นโรคอหิวาห์ตกโรค พากันล้มตายเป็นอันมาก จึงพากันอพยพจากบ้านห้วยน้ำแจ่วไปทางทิศตะวันตก บางครัวเรือนก็อพยพข้ามห้วยบังกอไปคำน้ำอ้อมและหนองแวง มีจำนวน 5 ครัวเรือน บางครัวเรือนก็อพยพไปตั้งอยู่ริมห้วยบังกอ ปัจจุบันอยู่ตรงกับโรงเรียนบ้านท่าค้อ บ้านใหม่นี้มีชื่อว่า บ้านนาซู นอกจากชาวบ้านดั้งเดิมยังคงมีคนอพยพมาจากถิ่นฐานอื่นด้วยหลายหลังคาเรือน

ต่อมามีการแบ่งการปกครองเป็นหมู่บ้านเป็นตำบล บ้านนาซูมีประชากรจำนวน 15 ครัวเรือน ทางราชการสมัยนั้น จึงจัดตั้งเป็นหมู่บ้านขึ้น ผู้ใหญ่บ้านคนแรกคือนายมา แก้วกิ่ง ตั้งเป็นหมู่ที่ 6 ของตำบลสภาบ้านนาซู เป็นที่ลุ่มถูกน้ำท่วมเกือบทุกปี ชาวบ้านจึงพากันย้ายออกจากบ้านนาซูไปที่บ้านใหม่ทีละครอบครัว จนในปี พ.ศ. 2475 บ้านนาซูจึงเป็นหมู่บ้านร้าง จึงเกิดเป็นหมู่บ้านใหม่ชื่อว่า บ้านดอนม่วง บางครอบครัวก็ย้ายจากบ้านห้วยน้ำแจ่วไปทางทิศตะวันตกเหมือนกัน ประมาณ 2 กิโลเมตร ถึงริมห้วยบังกอด้านทิศตะวันออก ตรงกับปากห้วยฮ่องแซง (ปัจจุบันอยู่ในเขตหมู่ 4 บ้านท่าค้อใต้ ตรงที่ทำการ สภาบ้านท่าค้อ)ห้วยฮ่องแซง มีต้นกำเนิดมาจากบ้านเมืองเก่า ไหลลงมาห้วยบังกอปัจจุบัน จะอยู่ด้านหลังหมู่ที่ 3 บ้านท่าค้อเหนือ ผู้นำชาวบ้านในการอพยพในครั้งนี้ คือพ่อเฒ่าจารย์บุดดา เมียชื่อว่ายายจิก (ต้นตระกูลฝ่ายเสน ซึ่งได้เป็นพ่อตา ของต้นตระกูลท่าค้อในปัจจุบัน) ได้พากันปลูกบ้านเรือนอยู่ริมปากห้วยฮ่องแซง ส่วนทางทิศใต้ ได้พากันสร้างกุฏิอยู่ริมห้วยบังกอ โดยมีหลวงตาเป่าเป็นเจ้าอาวาสวัด(ต้นตระกูลจูมเป่า)ส่วนทางใต้ของวัดพ่อเฒ่าจารย์บุดดาได้ให้น้องชายคนที่ 3ได้สร้างบ้าน ท่านผู้นี้มีชื่อว่าพ่อเฒ่าสุขแสน แต่ชาวบ้านมักเรียกชื่อแก่ว่าพ่อเฒ่าหย่อม เพราะแกชอบพูดเสียงดัง ท่าทางน่ากลัว จึงมีคนเกรงกลัวและให้ความเคารพนับถือ ท่านผู้นี้เป็นต้นตระกูลฝ่ายเสน มีบุตร 2 คน คือยายเปลี่ยน ต่อมาได้แต่งงานกับพ่อเฒ่าหนู สอนพรหม และลูกอีกคนหนึ่งคือพ่อเฒ่าเรา  ได้แต่งงานกับยายจำปา สมพิลา มีบุตร 3 คน เป็นผู้หญิงทั้งหมด ตระกูลฝ่ายเสนจึงไม่มีผู้สืบทอดต่อไป  ต่อมาก็กลายเป็นตระกูล ศรีคัณฑะ และตระกูลยาบัญดิษฐ์ ส่วนครอบครัวที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ทางทิศใต้ของวัด ซึ่งมีพ่อเฒ่าทิดคำ เมียชื่อยายจำปา ได้เป็นต้นตระกูล คำปัน ได้ไปบุกเบิกที่ทำนาใหม่ จากหลังบ้านของตัวเองจนถึงริมหนองบัว ต่อมาได้กลายเป็นที่นาของตระกูลอื่นหมด ทางด้านเหนือพ่อเฒ่าจารย์บุดดาได้บุกเบิกติดกันไปทางทิศเหนือ(ปัจจุบันเป็นที่นาของอาจารย์ประเสริฐ ท่าค้อ)และได้บริจาคให้วัดโพธิ์ไทร 11400 ตารางเมตรทางทิศใต้ในย่านนี้ก็มีเรือนพ่อเฒ่าป้อง มีลูก 2 คน คือแม่เฒ่าบับ ตระกูลมุดผา กับแม่เฒ่าดวง ตระกูลวงศรีดา ถัดไปอีกมีเรือนพ่อเฒ่าสุทธิจัก เมียชื่อยายนวล ตระกูลสุทธิผาย เป็นพี่ชายแม่เฒ่าจิก และมีเรือนพ่อเฒ่าทเนตร เมียชื่อยายคำ เป็นต้นตระกูลยุทธเนตร ต่อมาพ่อเฒ่า ทเนตรถึงแก่กรรม แม่เฒ่ามาแต่งงานกับพ่อเฒ่าชา เป็นต้นตระกูลชาลุน ทางด้านวัดเหนือ มีพ่อเฒ่ามุ่ง เมียชื่อยายตู่ ต้นตระกูลแสนเชียงส่วนพ่อเฒ่าสอน เมียชื่อตันเป็นต้นตระกูล จันทร์อุด ถัดขึ้นไปอีกเป็นเรือนพ่อเฒ่า เส้า เมียชื่อกำเป็นต้นตระกูลรอบคอบ พ่อเฒ่าทิดมา เมียชื่อยายวัน ต้นตระกูล มาปัดถา พ่อเฒ่าอินทร์ เมียชื่อยายตาเป็นต้นตระกูลฝ่ายอินทร์ พ่อเฒ่าแก้วเมียชื่อลิ เป็นต้นตระกูลแก้วมะลิ พ่อเฒ่าทิดนู เมียชื่อ แอ เป็นต้นตระกูล พองไสยา พ่อเฒ่า ธรรมวงศ์ เมียชื่อยายดา เป็นต้นตระกูลสอนพรม พ่อเฒ่าทุม เมียชื่อสง เป็นต้นตระกูลพาสงค์ พ่อเฒ่าพรมเมียชื่อนาง เป็นต้นตระกูลแหว่นพรม พ่อเฒ่าเอี้ยงเมียชื่อพันลูกชื่อแม่เฒ่ากาได้แต่งงานกับพ่อเฒ่าก้อน จึงเป็นต้นตระกูลเอี้ยงก้อน พ่อเฒ่าทิดอุดเมียชื่อโบ้ง ต้นตระกูล จันทร์อุด

ในสมัยแรกที่อพยพมาอยู่ใหม่ๆมีป่าไม้ใหญ่หนาทึบ ทางไปห้วยบังกอก็หาทางไปลำบากมีทางไปได้เพียงแห่งเดียวคือท่าวัด(วัดโพธิ์ไทร)ในริมห้วยบังกอจะมีต้นค้อใหญ่ต้นหนึ่ง จึงพากันขนานนามบ้านแห่งนี้ว่าบ้านท่าค้อ โดยเอาสัญลักษณ์ต้นค้อใหญ่กับท่าลงห้วยบังกอ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ในด้านการปกครอง ชาวบ้านก็ได้ถือประเพณีดั้งเดิมถ้าใครหรือผู้ใดในหมู่บ้าน ได้บวชเรียนเขียนอ่านมีความรู้ความสามารถ มีเหตุผล ชาวบ้านก็ให้ความเคารพนับถือเชื่อฟัง ยกย่องให้เป็นหลักบ้านหรือพ่อบ้าน ต่อมาทางราชการจึงได้จัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินขึ้นเป็น มณฑล จังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน บ้านท่าค้อจึงได้ยกระดับเป็นตำบล เมื่อ พ.ศ. 2453 ให้มีหัวหน้าตำบลเรียกว่า “กำนัน หัวหน้าหมู่บ้านเรียกว่า ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ตำบลท่าค้อคนแรก ชื่อพ่อเฒ่านุ่น

ในสมัยนั้นตำบลท่าค้อมีหมู่บ้านอยู่ 11 หมู่บ้าน ดังนี้

1.       บ้านหนองจันทน์เป็นหมู่ที่ 1

2.       บ้านเมืองเก่าเป็นหมู่ที่ 2

3.       บ้านท่าค้อเหนือเป็นหมู่ที่ 3

4.       บ้านท่าค้อใต้เป็นหมู่ที่ 1 (เริ่มจากสี่แยกจดวัดโพธิ์ไทร)

5.       บ้านท่าค้อใต้เป็นหมู่ที่ 5 (เริ่มจากวัดโพธิ์ไทรจดบ้านท่าค้อใต้สุด)

6.       บ้านโคกไก่เซาเป็นหมู่ที่ 6

7.       บ้านบุ่งเวียนเป็นหมู่ที่ 7

8.       บ้านนาหลวงเป็นหมู่ที่ 8

9.       บ้านนาซู (ดอนม่วง) เป็นหมู่ที่ 9

10.   บ้านคำพอกเป็นหมู่ที่ 10 (ตำบลหนองญาติ)

11.   บ้านเหล่าภูมีเป็นหมู่ที่ 11 (ตำบลหนองญาติ)

ผู้ใหญ่บ้าน กำนันไม่มีเงินเดือน มีค่าตอบแทน ดังนี้ ยกเว้นเงินค่าหัว ค่าศึกษาฟรี การกำหนดแบ่งเขตหมู่บ้าน หากมีครอบครัว 15 หลังคาเรือน สามารถขอเป็นหมู่บ้านได้ บ้านท่าค้อเหนือ หมู่ที่ 3มีพ่อเฒ่าป้อง สอนพรม เป็นผู้ใหญ่บ้าน บ้านท่าค้อใต้ หมู่ที่ 4 มีพ่อเฒ่าพัน ฝ่ายอินทร์เป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ดำรงตำแหน่งได้ปีเดียวก็ลาออก จึงได้ลูกเขยของพ่อเฒ่าจารย์บุดดา เป็นกำนัน หมู่ที่ 5 มีพ่อเฒ่าสุขเสนเป็นพ่อบ้าน และต่อมามีพ่อเฒ่าหนู  ยุทธเตร เป็นผู้ใหญ่บ้านแทน หมู่ที่ 6...... หมู่ที่ 7 นายทองสุข ไชยบุรม เป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 8 นายโพธิสาร สีพรม เป็นผู้ใหญ่บ้าน  หมู่ที่ 9 นายสด บัวคำ หมู่ที่ 10 นายจารย์มั่น  หมู่ที่ 11 นายเคน เพ็งวัน

             ปี พ.ศ. 2477 น้ำท่วมมากที่บ้านท่าค้อ บางครอบครัวต้องปีนขึ้นไปนอนบนขื่อของบ้าน มีโพนครกตำข้าวของพ่อเฒ่าพันเท่านั้นที่น้ำท่วมไม่ถึง ต้องพากันนำข้าวไปตำที่บ้านนาหลวง บางครอบครัวก็อพยพไปอยู่ที่บ้านโคกไก่เซา(บ้านท่าค้อหมู่ที่6 ในปัจจุบัน) บ้างก็ไปที่บ้านหนองเซา และบ้านดงหมู

          ครอบครัวที่ย้ายออกไปอยู่บ้านโคกไก่เซาเป็นครอบครัวแรกคือ ยายจวง พ่อเฒ่าบุญมา เกสร สีหราช นามสกุลนี่ไม่มีผู้สืบทอด มีแต่นามสกุลปารีสร้อย ไปทางทิศใต้ของบ้านโคกก็มีครอบครัวพ่อเฒ่าเลอ บัวลง พ่อเฒ่าพา ดีคำ ยายอมรา สมพิลา พ่อเฒ่ากัง จูมเป่า พ่อเฒ่าฟอง แสนเชียง พ่อเฒ่าต่อน สีพรม

บ้านดงหมู ครอบครัวแรกที่อพยพไปคือพ่อเฒ่าจารย์คา ยายลี บุตรตาแสง มีผู้สืบทอดในปัจจุบันคือผู้ใหญ่บ้าบ้านดงหมู นายอุดร ธิรัตยา ซึ่งเป็นหลานชาย และครอบครัวยายป่อน

          บ้านหนองเซา ครอบครัวแรกที่ย้ายออกไปคือ พ่อเฒ่านวล แม่เฒ่าพรม และพ่อเฒ่าจารย์บับ แม่เฒ่ากง สายืน

          พ่อเฒ่านุ่นได้เป็นกำนันคนที่ 2 ของตำบลท่าค้อ เป็นกำนันได้อยู่หลายปี ทางราชการได้พระราชทานยศ ขึ้นเป็นหมื่นท่าค้อ และต่อมาก็ได้เลื่อนยศขึ้นเป็นขุนท่าค้อคณารักษ์ จึงได้พระราชทานนามสกุลท่าค้อสืบต่อมาถึงปัจจุบัน ในระยะต่อมาขุนท่าค้อคณารักษ์ได้ขอลาออกจากกำนันจึงได้ผู้ใหญ่โสมศรี ท่าค้อเป็นกำนันคนที่ 3 ทางราชการได้ยุบหมู่ที่ 5 มาขึ้นกับหมู่ที่ 4 ได้ตั้งหมู่ที่ 5 บ้านหนองเซาเป็นหมู่ที่ 5 แทน ผู้ใหญ่บ้านคนแรกคือนายบุญมา พาสงค์ และหมู่ที่ 6 บ้านโคกไก่เซา นายพา ดีคำ เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก เช่นกัน ส่วนบ้านเหล่าภูมี คำพอก ทางราชการให้ไปขึ้นกับตำบลหนองญาติ ในเวลาต่อมาได้ยุบตำบลท่าค้อไปขึ้นกับตำบลขามเฒ่า จึงได้กำนันที่ตำบลขามเฒ่ามีนายจารย์พรมมา เป็นกำนัน และมีการแต่งตั้งเป็นปลัดตำบล เป็นผู้ดูแลประจำตำบลแทนกำนัน อีกประมาณ 2 ปี ต่อมาทางราชการก็ยุบปลัดตำบล บ้านท่าค้อก็กลับมาเป็นตำบลดังเดิม ได้กำนันใหม่ นายจารย์อินทร์ สีสุราช ซึ่งอยู่หมู่ที่ 1 บ้านหนองจันทร์ เป็นกำนันคนที่ 4 ต่อมากำนันคนที่ 5 มีนายถุ่น บุรชาติและคนที่ 6 นายยัง ยุทธเนตร คนที่ 7 นายเที่ยง แหว่นพรม คนที่ 8 นายครศรี   ศรีวงษา บ้านดอนม่วง กำนันคนที่ 9 นายกาฬสินธุ์ ศรีสุราช บ้านหนองจันทร์เป็นกำนันคนที่ 10 นายเหวย ขุนไชย เป็นกำนันคนปัจจุบัน

          ลำดับผู้ใหญ่บ้านในหมู่ต่างๆมีดังนี้

หมู่ที่ 3  1. พ่อเฒ่าป้อง  สอนพรม

2. นายถุ่น  สอนพรม

          3. นายจารย์บับ  สิงเสือ

          4. นายน้อม  คำปัน พ.ศ. 2505-พ.ศ. 2508

          5. นายหงส์  รอบคอบ พ.ศ. 2508-พ.ศ.2510

          6. นายยม  แก้วมะลิ พ.ศ. 2510- พ.ศ. 2519

          7. นายเฮือน  คำไตรย์

          8. นายตุ้น  แก้วมะลิ

          9. นายไมตรี  แก้วกิ่ง

          10. นายนิวัฒน์  สร้างชาติ

          11. นายทวีสุข  ไชยบุรม

          12. นายปัญญา  คำปัน

          13. นางยรรยง  แก้วมะลิ

          14. จ.ส.อ.แสวง  เครือแก้ว ( ปัจจุบัน )

 

หมู่ที่ 4  1. นายโสมศรี  ท่าค้อ

          2. นายถุ่น  บุรชาติ

          3. นายจารย์พุทธา  แก้วอุบล

          4. นายเริง  นริสาร

          5. นายเล็ก  ลับจันทร์

          6. นายถวัลย์  แสนเมือง

          7. นายพิชิต  อรรถโกวิทวิทยา

          8. นายสมหมาย  ปานชาลี

          9. นายอภิสิทธิ์  คำปาน

หมู่ที่ 6  บ้านโคกไก่เซา

1.       นายพา  ดีคำ ( กำนันตำบลท่าค้อ )

2.       นายยัง  ยุทธเนตร ( กำนันตำบลท่าค้อ )

3.       นายเที่ยง  แหว่นพรม ( กำนันตำบลท่าค้อ )

4.       นายดำรงค์  เพียพล

5.       นายบุญโฮม  ยุทธเนตร(กำนันตำบลท่าค้อ)

6.       นายธนิศักดิ์  กุลทอง

 

ประวัติทางด้านการศึกษา

          การศึกษาของชาวบ้านท่าค้อนั้น แห่งแรกที่เรียน  คือวัด มีการเรียนตัวธรรม ตัวลาว และตัวขอมในใบลาน  ส่วนมากจะเกี่ยวกับเรื่องราวทางพระพุทธศาสนา ส่วนตัวหนังเสือไทย มีพ่อเฒ่าพัน  ฝ่ายอินทร์เป็นคนเดียวที่อ่านเขียนได้พอสมควร  คนรุ่นต่อมาก็มีนายโสมศรี  ท่าค้อ  ที่มีโอกาสเข้าเรียนที่โรงเรียน ปิยะมหาราชาลัย  เป็นคนแรกของตำบลท่าค้อ  เรียนจบ  ชันประถม  3  และก่อนที่ทางราชการจะประกาศให้มีพระราชบัญญัติ การประถมศึกษา  ขุนท่าค้อคณารักษ์  ได้เสาะหาคนรุ่นใหม่  ไปเรียนหนังสือกับพ่อเฒ่าพัน   ฝ่ายอินทร์  ที่บ้าน  หนังสือที่ใช้เรียนในสมัยนั้นชื่อหนังสือ มูลบทบรรพกิจ  เล่มเดียว  เรียนจบแล้วสามารถอ่านออกและเขียนหนังสือไทยได้

          ปี พ.ศ. 2461  ทางราชการ ให้ตำบลท่าค้อตั้งโรงเรียนขึ้น จัดหาครูมาสอนภายในตำบลต่างๆ  ครูสอนจะได้รับการยกเว้น การเสียเงินค่าหัว  และได้เรียนฟรี  นายอำเภอสมัยนั้น

 คือหลวงพิมลวรกิจ  ได้ออกคำสั่งแต่งตั้ง  ให้ครูไปสอนตามตำบลต่างๆ ดังนี้

1.       โรงเรียนวัดบ้านนาราชควาย  ได้นายถุ่น  สอนพรม  เป้นครูใหญ่คนแรก

2.       โรงเรียนบ้านปลาปา นายทิดจันทรี  พรมมาลี  เป็นครูใหญ่

3.       โรงเรียนวัดบ้านกุดตาไก้  นายถุ่น  บุรชาติ  เป็นครูใหญ่

4.       โรงเรียนวัดบ้านดอนแดง  นายโฮม  แก้วมะลิ  เป้นครูใหญ่

5.       โรงเรียนบ้านคำเตย  นายอำคา  ฝ่ายอินทร์  เป็นครูใหญ่

6.       โรงเรียนวัดบ้านดงขวาง  นายปุ้ย  ชาลุน  เป็นครูใหญ่

7.       โรงเรียนวัดบ้านกลาง นายเตน  ยุทธเนตร ไปเป็นครูสอน

8.       นายอ่อน  เพ็งแก้ว  เป็นครูสอนโรงเรียนบ้านดงขวาง

9.       นายหน่อ  ฝ่ายอินทร์ ได้เรียนจบป.3โรงเรียนบ้านท่าค้อ แล้วได้ไปเป็นครูสอนโรงเรียนวัดบ้านคำเตย

10.   นายโสมศรี  ท่าค้อ เป็นครูคนแรก เปิดสอนอยู่ที่วัดโพธิ์ไทรบ้านท่าค้อ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2461 ทะเบียนนักเรียนเล่มที่ 1 เลขที่ 1 นายหน่อ  ฝ่ายอินทร์ มีจำนวนนักเรียน 50 คน ในปีต่อมา ทางราชการได้ส่งนายพี  แก้วมะลิ มาเป็นครูใหญ่คนแรกของโรงเรียนวัดโพธิ์ไทร ปี พ.ศ. 2462 ปี พ.ศ. 2458 ได้มีการบังคับให้คนไทยทุกคนเรียนหนังสือเมื่ออายุครบ 7 ปี ต้องเข้าเรียนโรงเรียนประถมศึกษา มีขุนท่าค้อคณารักษ์ ดำรงตำแหน่งกำนันทำหน้าที่เป็น สารวัตรศึกษา ออกเกณฑ์หาเด็กนักเรียนเข้ามาเรียนหนังสือ และได้เงินเดือนๆละ 11 บาท ส่วนครูที่ทำการสอนได้เดือนละ 8 บาท ครูที่ทำการสอนครบเกษียณอายุรุ่นนี้มี นายเบ็ง  หอมสมโคตร นอกนั้น ลาออกหมด ต่อมามีครูใหญ่ดังนี้ นายเจียม  มณีพรรณ นายบา  สิทธิรัตน์ นายประเสริฐ  จันทสิน นายเปรื่อง  พรมประกาย นายพร  ปานสูง นายคี  จันทวงศ์ นายเลื่อน  พรมโส นายทองสุข  นครวงศ์ ท่านเหล่านี้เป็นครูใหญ่ที่โรงเรียนวัดโพธิ์ไทร ต่อมาทางราชการให้จัดสร้างโรงเรียนขึ้น ได้ขอบริจาคดินของพ่อเฒ่าพัน  ฝ่ายอินทร์ เป็นที่ปลูกสร้าง นายบุญมี  ทิพย์ศรีเป็นสารวัตรศึกษาของอำเภอมาเป็นหัวหน้าช่าง ได้ชาวบ้านมาช่วยกันสร้าง แบบ ป.1 ก จำนวน 4 ห้องเรียน สร้างเสร็จเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2482 นายพุ่ง  อุ่นเรือนเป็นครูใหญ่คนที่ 10 ได้ภารโรง 1 คน คือนายคี  พลหาญ ครูใหญ่คนต่อมาคือนายเหียร  บุรชาติ นายจัด  จันดาประดิษฐ์ นายนนท์  จันทร์แก้ว นายผัน  ไชยสวัสดิ์ นายประเสริฐ  จันทสิน และได้ภารโรงเพิ่มขึ้นอีก 1 คน คือนายจารย์กอง  พาสงค์ ครูใหญ่คนต่อมา นายแข่ว  พรมโส ปีพ.ศ. 2488 ถึงพ.ศ. 2504 เป็นครูใหญ่อยู่ 17 ปีและในปีนี้เองได้ขยายการศึกษาจากชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เป็น5-6-7นายสุกัน  มาตย์มูล เป้นครูใหญ่โรงเรียนบ้านนาหลวง ได้ย้ายสับเปลี่ยนกับนายแข่ว  พรมโส ปีพ.ศ. 2514 ได้นายสุมัง  ศรีสุข มาเป็นครูใหญ่แทน และยังมีการเปิดการศึกษานอกโรงเรียน ระดับ 3 ระดับ 4 ในปีเดียวกัน นายสุมัง  ศรีสุขอยู่ได้ 4 ปี ขอย้ายสับเปลี่ยนกับนายประเสริฐ  ท่าค้อ ซึ่งเป็นครูใหญ่คนที่ 19 เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ.2517 เป็นครูใหญ่ได้ 6 ปี จึงเกษียณอายุราชการ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2523 ได้นางประทุมทอง  ไตรยราชเป็นครูใหญ่แทน หลังสุดได้ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนและเกษียณอายุราชการ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2543 ได้นายชะเอม คำหา ตำแหน่งอาจารย์ใหญ่มาแทน ต่อมาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนจนถึงปัจจุบัน

ด้านศาสนา

    วัดโพธิ์ไทร วัดบ้านท่าค้อใต้ เมื่อชาวบ้านอพยพจากบ้านห้วยน้ำแจ่ว ปี พ.ศ. 2430พระก็ได้ติดตามมาด้วย คือ หลวงตาเป่า ชาวบ้านได้พากันศรัทธาจัดสร้างวัดขึ้นในบริเวณระหว่างบ้านพ่อเฒ่าจารย์บุดดา ทางทิศเหนือ ส่วนทางทิศใต้ติดกับบ้านพ่อเฒ่าสุขเสน ได้สร้างกุฏิอยู่ริมห้วยน้ำบังกอ มีต้นค้อใหญ่อยู่ริมทางลงริมห้วยด้านทิศเหนือ ได้สร้างหอแจกอยู่กึ่งกลางวัด มุงหลังคาด้วยหญ้าแฝก ส่วนเจ้าอาวาสของวัด สอบถามทางผู้เฒ่าผู้แก่ ก็จำได้ไม่ประติดประต่อกันมากนัก แต่พอจะจำได้มีดังนี้ มีหลวงตาลาม หลวงพ่อเติน หลวงพ่อมา มุดผา ท่านได้ปลูกต้นโพธิ์ไว้2ต้น จึงได้ตั้งชื่อว่าวัดโพธิ์ไทรแต่นั้นมา ต่อมาหลวงพ่อกอง  แสนเชียง หลวงพ่อสอ หลวงพ่อคา  สมพิลา หลวงพ่อพา  จันทร์อุด หลวงพ่อเหรียญ มาจากทางภูด่านช้าง ปี พ.ศ. 2455 ได้รื้อหอแจกทำใหม่ หลังคามุงด้วยไม้กระดาษ ต่อมาศาลาหลังนี้ได้เป็นวัดโรงเรียนแห่งแรกในตำบลท่าค้อ ปี พ.ศ. 2458 ได้ชวนสร้างสิม(โบสถ์) โดยใช้อิฐถือปูนกว้าง 5 เมตร ยาว 10 เมตร หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ปี พ.ศ. 2460 อิฐที่ใช้สิมทำยังเหลือ จึงได้ช่วยกันทำเจดีย์ สร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2461 ปีมะเมีย

     ในเหตุการณ์หนึ่งในระหว่างสร้างกุฏิ หลังใหม่ที่ย้ายมาจากริมห้วยบังกอ สร้างไปได้ประมาณ 70% ได้มีพระธุดงค์รูปหนึ่ง มีนามว่าพระอาจารย์บุบผา ได้มาปักกลดเหนือลานพ่อเฒ่าทอง ปัจจุบัน เป็นบ้านนายสุจินต์  หาญมูล ชาวบ้านเลยสร้างเพิงพักให้ พระท่านนี้ได้ชวนชาวบ้านสร้างพระพุทธรูปขึ้น มีทั้งพระที่ทำจากดิน เกสรดอกไม้ แล้วได้อันเชิญมาประดิษฐานไว้ที่วัดโพธิ์ไทร เรื่องมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง มีอยู่วันหนี่งนกเอี้ยงสองตัวผัวเมียมาไข่ไว้ที่โพรงต้นหว้าใหญ่ ซึ่งเป็นบริเวณที่ชาวบ้านได้ช่วยกันทำพระนั่นเอง ต่อมาอีก 3 วัน มีนกอีกคู่หนึ่ง บินมาจะเข้าโพรงไปไข่ในเดียวกันกับนกคู่แรกไข่ไว้ ทำให้นกทั้งสองคู่ทะเลาะกันและตีกันจนเกือบค่ำ พ่อเฒ่าลบที่ไปช่วยทำพระพุทธรูป เลยพูดขึ้นว่า มันเป็นอะไรนกเอี้ยงถึงทะเลาะกันแบบนี้ พระอาจารย์บุบผา จึงบอกว่า นกเอี้ยงคู่ที่มาทีหลังเคยมาไข่ใส่โพรงนี้ทุกปี มาปีนี้นกเอี้ยงคู่แรกมาไข่ใส่ไว้ก่อน จึงเกิดทะเลาะกันกันขึ้น พรุ่งนี้จะมีนายของมันมาตัดสินความในตอนเที่ยง พวกชาวบ้านที่มาช่วยกันทำพระพุทธรูปในคราวนั้น จึงคอยดูว่ามันจะจริงหรือไม่ พอถึงตอนเที่ยงวันใหม่ ก็มีนกเอี้ยงฝูงใหญ่บินมาทางทิศเหนือ พอมาถึงก็ส่งเสียงดังสนั่นไปหมดทั้งทั่วต้นหว้าใหญ่ต้นนั้น ไม่นานประมาณ 30 นาที นกเอี้ยงฝูงนั้นก็บินกลับ พระอาจารย์บุบผา จึงพูดให้ชาวบ้านที่มาช่วยทำพระให้ฟังว่า นายของนกเอี้ยงตัดสินให้นกคู่ที่เคยไข่ในโพรงทุกปีเป็นฝ่ายชนะความสักพักนกที่เป็นฝ่ายชนะก็เข้าไปในโพรงแล้วเขี่ยไข่ของนกคู่แรกตกลงบนพื้นดิน ชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นได้เห็นด้วยตาในเหตุการณ์ครั่งนั้นทุกคน ชาวบ้านจึงพากันพูดว่าพระอาจารย์บุบผารู้ภาษานก พระพุทธรูปที่พระอาจารย์บุบผาสร้างในครั้งนั้นได้เอาขึ้นไว้บัลลังค์พระในโบสถ์วัดโพธิ์ทั้ง 3 องค์ อีกไม่นานพระอาจารย์บุบผาก็ธุดงค์ลงไปทางใต้ ทางวัดโพธิ์ไทร พระผาย ก็ลาสิกขาบท ได้พระคี  พลหาญ มาเป็นเจ้าอาวาสแทน พอพระคี ลาสึก ก็มีพระเขียน  เพียทิพย์มาเป็นเจ้าอาวาสแทน พอพระเขียนลาสึก พระหล่ำ  สอนพรมก็มาเป็นเจ้าอาวาสแทนอีก ต่อมาก็มีพระเหรียญ  ชาวภูด่านช้าง มาแทน มีหลวงพ่อฝ้าย ต่อมาได้เป็นอุปฌา ของตำบลท่าค้อ เป็นรูปแรกของตำบล และได้ย้ายไปบ้านหนองญาติ ได้หลวงพ่อแพง  จันทร์อุดมาเป็นเจ้าอาวาสแทนไม่นานก็สึก พ่อเฒ่าบนได้ไปนิมนต์หลวงพ่อคำชามาแทนท่านได้พาชาวบ้านซื้อที่ดินพ่อเฒ่าพอง  แสนเชียง และพ่อเฒ่าชื่น  นริสาร พากันขยายบริเวณวัด และช่วยกันทำอิฐสร้างกำแพง และประตูทั้ง 4 ทิศ ทำบันไดขึ้นลง รถสมัยนั้นไม่สามารถผ่านได้

          ต่อมาได้ทำโบสถ์ใหม่ ได้พระบุญมาก  เพ็งแก้ว ซึ่งจบพระอภิธรรมมาจากนครเวียงจันทร์ ประเทศลาวได้มาเป็ยผู้ช่วยหลวงพ่อชา โบสถ์เสร็จในปี พ.ศ. 2506 และได้สร้างศาลาการเปรียญใหม่ ต่อมาหลวงพ่อชาท่านป่วยบ่อยมาก เลยขอกลับบ้านคือบ้านนาคอกควาย ไม่นานท่านก็มรณภาพ จึงได้พระบุญมากเป็นเจ้าอาวาสแทน ต่อมา พ.ศ. 2530 พระครูโพธาภิรัต (พระบุญมาก) ได้รับพระราชทานยศใหม่ได้ไปสร้างวัดใหม่ที่ป่าช้าดอนจิก จนถึงปัจจุบัน (ผู้รวบรวมข้อมูล คุณตาประเสริฐ์ ท่าค้อ)

ยินดีต้อนรับสู่องค์การบริหารส่วนตำบลท่าค้อ อำเภอเมืองนครพนม  จังหวัดนครพนม 48000 โทร 0-4253-2522  ,  0-4253-2567